Saturday, May 31, 2008

Hyderabad the pearls city

Hyderabad is also known as the city of pearls. The pearl market is situated near Charminar. Ornaments made with Rice Pearls can be bought from Char Kaman or the General Bazaar Market.People form everywhere flock here to possess a few of these pearls. Strange that there is no sea anywhere near the city. Yet it has become almost synonymous with quality pearls.Jewelers in the pearl markets of Hyderabad have for centuries combined pearls with the glitter of gold, the richness of rubies and the ecstasy of emeralds. It is indeed amazing and heartwarming to see traditional designs still surviving the march of history in the narrow alleys of the Old City today.The areas surrounding Charminar like 'Char kaman' and 'Mitti-ka-sher' are famous for antique kundan and enamel jewellery, temple sarees, old bidri and silver, crystal and pearls. "Darushafa" is famous for the tissue-thin silver leaf that decorates Indian sweetmeats, and bidri ware. The appliquéd patchwork skirts, bags and belts, set with sparkling mirror and tiny beads of the Banjara gypsies; Nirmal lacquer ware, ornate brass from Pembarthi, Kondapalli carved toys, leather puppets and Warangal carpets combine to make Hyderabad, truly a shopper's paradise.The pearl markets of the city also offer unlimited varieties of chokers and lockets. The last few decades have witnessed a gradual influence of western designs on the Hyderabadi pearl market. However, the City of Pearls has retained it's luster.Article Source: http://EzineArticles.com/?expert=Divakar_Mishra

Tuesday, May 27, 2008

To my grandfather

เมื่อวานเป็นวันเสียชีวิตของตา ซึ่งฉันไปร่วมงานศพไม่ได้ ได้แต่นึกว่าฉันกลายเป็นคนที่มีปู่ย่า ตายาย เหลืออยู่แต่ในความทรงจำอย่างแท้จริง หากสามารถทำอะไรบางอย่างได้ดีกว่าความระลึกทำหรับคนที่พึงทำได้ รู้เถอะว่ามีคุณค่ามากกว่าความระลึกถึงต่อผู้รับหลายเท่านัก ฉันไม่เคยให้อะไรใครได้เลยนอกจากความระลึกถึง บทความนี้ฉันเขียนตอนเช้าขณะที่นึกถึงปู่ โดยไม่รู้ว่าตาเสียชีวิตแล้ว และตัดสินใจบัณทึกไว้ด้วยเหตุผล 2 ข้อ คือการเสียชีวิตของตา และการอยากอ่านและกระตื้อรือร้นจากนุ้ย ท้ายที่สุดนี้ฉันก็ทำได้แค่เพียงระลึกถึงตาหรือพ่อแก แทนการไปร่วมงานศพครั้งสุดท้าย
Grandfather

My grandfather is a great man of who I by heart everything. He is intelligent and strong man but on the other hand he is quite sensitive. He can earn from hand to mouth, but he hardly has any suffering about his income. In the agricultural sector of Thailand for long time ago, the farmers never did in haste because they can take time the satisfied job. My grandfather gave a doctrine to me in this way, although he heard of it someday the agriculture society will be changed. At that time, I did not want to brake my grandfather’s heart because I did not believe his words. He is susceptible so he took to heart when I was stubborn.

I had a lot of experience with grandfather on account of this I am the first grandchild, he took me everywhere that he had gone. He made a history in my mind which I will unforgettable forever. “Here we are”, you live with me at the place of my hart never far a way from me. Sometimes when I had fallen down and need your suggestion, I know you are still there to sent your supporting words to me and said “here you are”. Therefore, I am ready to say “Here we go” and I will take to my heel from any obstacles anymore.

If you don’t have the initiative to do something, I don’t want to know what happens to you. In the term of my life, I don’t have idea to wait to hit the jackpot without doing anything. The life of my grandfather is part of me that he looks like out of job as you were criticized by the Western standard, but I insist that he was on the job by our tradition. Just now I know what is what and have dared to do any thing because of grandfather. I do justice to my carrier as he thought. Just in case I can not teach to anybody as he done, I hope when you read this work it is not a question of life, it is the way of living or the way of thinking. I and my grandfather are differently in a kind of human being, just now I still living and my life must be go on. You are just the same as me because we are going to goal too. It is out of the question to answer about the suitable raising life for me. I think that the life keeps to itself.

Sunday, May 25, 2008

Mr.Meak

The story of Thia boy
เด็กชายเมฆ เป็นเด็กที่กำลังจะได้เข้าโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เปลี่ยนมาเขียนเรื่องนี้ในตอนอยุ่อินเดียแก้เลี่ยนเครื่องเทศบ้าง เพราะว่าเด็กชายเมฆกำลังโดยแม่ปลุกปั้นให้เรียนรู้เรื่องอินเดียอยู่เหมือนกัน ความจริงอินเดียมีสัตว์ที่เด็กชายเมฆชอบอยู่หลายชนิด รวมถึงวัดฮินดูที่มีรูปปันทั้งยักษ์ทั้งเทวรูป แต่ตัวละอ่อนเองแพ้ฝุ่น อากาศร้อน และเป็นหอบหืดได้ง่าย ซึ่งคงต้องรอโตกว่านี้ก่อนค่อย incredible india ได้ แม่ของเด็กชายเมฆพยายามให้เด็กชายน้อยคิดว่าอยากได้ของฝากอะไรบ้างจากอินเดีย ซึ่งก็กำลังคิดบ้างไม่คิดบ้างวันเว้นวันอยู่ ว่าอยากได้อะไร แต่แน่ ๆ ไม่มีอุลตราแมนแน่ ๆ อินเดียเป็นประเทศที่ฉันไม่เห็นว่ารับวัฒธรรมอุลตราแมนเข้ามมาเลย เหมียวคิตตี้ก็ไม่เห็น นี่เท่าที่ดูจาก secuderabad แต่ที่อื่นฉันไม่แน่ใจนัก

แล้วฉันจะหาอะไรฝากเด็กชายเมฆดีละทีนี้ กลายเป็นเรื่องกลุ้มของฉันแทน เด็กเล็กที่นี้เห็นเล่นลูกแก้ว เล่นตีคริกเกต บางคนที่โตหน่อยและรวยพอก็เล่นเทนนิส สนามเทนนิสที่นี่เป็นคอร์ทดิน แน่หละไม่ต้องเปลืองปูน และดินก็เป็นดินแดง ๆ อยู่แล้ว และสระว่ายน้ำ นี่ฉันยังไม่มีโอกาสเข้าไปดูแต่เห็นจากข้างนอกคึกคักมากด้วยอากาศที่ร้อนเป็นทุน พ่อแม่หลายคนมาส่งลูกว่ายน้ำอันนี้เด็กชายเมฆน่าจะชอบใจ แต่สระว่ายนำที่นี้เป็นสระปิดมองไม่เห็นข้างใน จึงไม่เห็นว่าข้างในเป็นอย่างไร เกมกด มัทั่ว ๆ ไปเหมือนกับเมืองไทย
โชคดีแล้วเมฆที่มีรถติดแอร์นั่งในเมืองไทย และมีน้ำแข็งไอติม กินตามชอบใจ ฉะนั้นต้องขยันเรียนอย่ายอมแพ้หนุมานที่นี้แล้วกัน
จบวันนี้ด้วยการแอกชั่นอย่างเต็มที่ของเด็กชายเมฆ ผู้ซึ่งวันหนึ่งก็จะโต (จนใส่แว่นสีขาวนี้ได้หล่อเหลา)
ป.ล. เกลือบลืมบอกว่าพิเศษแด่โกโก้ จากเนาวรัตน์ด้วย

Friday, May 23, 2008

Mr Teacher

ครู Sam เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ฉันมาเรียนที่นี้
น่าจะเป็น Mr. teacher เพราะสอน สอน สอนและก็สอน ตั้งแต่ 7.30น. ถึง 4 ทุ่มได้มั้งทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์วันเดียว class ของแซมน่าเรียนเพราะเป็นclass ที่ไม่ใหญ่ ประมาณ 4 คน แต่มีหลายรอบ ทั้งวันหมุนเวียนกัน แซมเป็นคนฉลาดในการคิดและการพูด วันแรกที่ฉันไปฉันก็บอกแกว่าจะมาเรียน แป๊ะเป็นคนบอกแซมไว้ก่อนแล้วว่าฉันจะไปเรียนนะ และก็บอกฉันว่าอยากเรียนอะไรก็ให้บอกแซม ฉันจึงเข้าไปด้วยความมั่นใจและบอกแซมว่าฉันต้องการมาฝึกฟังและพูดรวมถึงแกรมมานี่นิดหน่อย ไม่ถึงขั้นกับเน้นแกรมมา แซมบอกมาว่า OK ได้เลย งันเรียนกับชั้นเรียนตอน 9 โมงตรงถึง 10 โมงเป็นการพูดนะ และอีก 10-10.30 เป็นชั้นเรียนแกรมมา โอไก่อ่อนแต่เนื้อเหนียวอย่างฉันก็นึกว่าฉันต้องเข้าร่วม 2 กลุ่ม หรือ 2 ชั้นเรียนแน่ ๆ แล้วฉันก็ถามว่าจะเริ่มเรียนเมื่อไหร่ แซมบอกว่าพรุ่งนี้เลยเพราะเห็นท่าทางอยากดูโน่นดูนี่อยู่ไม่สุขของฉันนั้นเอง ฉันก็ระริกระรื่นทันทีวันนี้วันแรกที่คุยทุกอย่างในต่างแดนอินเดียแห่งนี้ โอจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว บ่ายหน้าไปเดินเที่ยวต่อดีกว่า ด้วยความตื่นและเต้น
และมารู้ทีหลังว่าแซมนี้มีเทคนิคในการจัดการและการพูด เพราะชั้นเรียนที่ฉันคิดว่าแยกเป็น 2 อย่างนั้นรวมอยู่ด้วยกัน ฮ่าฮ่าฮ่า และอีกเรื่องคือแซมเห็นฉันลุกรี้ลุกล้นเลยบอกฉันว่าเริ่มได้พรุ่งนี้ ความจริงเรียนเสียหลังสมัครเลยก็ได้ โอแซม
หลังจากนั้นฉันก็เริ่มอยู่ตัว ในชั้นเรียนของฉันมีอีก 3 หนุ่ม รวมฉันด้วยจึงเป็น 4 คนที่กวน Mr. teacher ได้มากที่สุดคือ Levis หรือตาจีนไหหลำ ที่เป็นเจ้าของกางเกงยืน นั่นเกง ตะแกบอกใคร ๆ ว่าชื่อแกเหมือนสีวายส์นั่นแหละเรียกง่าย แต่แกก็ออกเสียงสีวายส์ว่าลีวีส์ ไม่เห็นเหมือนเลยสำหรับฉัน แต่ถ้าเองชื่อรีบอกซ์ อันนี้เหมาะเพราะตะแกน่าถีบ และเป็นลูกศิษย์ก้นกุษฏิของแชมมานานหลายแล้ว ไว้เขียนถึงผองเพื่อทีหลัง วันนี้ให้แชมเป็นพระเอกก่อน
การสอนของแซมสนุก เหมือนที่แป๊ะบอก และด้วยความเป็นอินเดียนับถือคริสของแซมทำให้มีการเอนเอียงไปแนวคริสต์ และพวกเราเลยได้ตามแซมไปโบสถ์คริสต์ในวันอาทิตย์ และมีโอกาสพบครอบครัวของแซมด้วย สมาชิกในครอบครัวที่สำคัญสำหรับแซมมากที่สุดน่าจะเป็นแม่แซม เพราะวันหนึ่งที่แซมมีสอบเลยนัดให้นักเรียนมาฟังการพูดเรื่องการจัดการความกลัวหรือ fear mangement ของแซมในตอนเที่ยง มีอยู่บางช่วงที่พูดถึงแม่และการให้กำลังใจของแม่ตอนที่เป็นเด็กและเรียนโรงเรียนคริสต์ครูคัดเลือกให้แซมไปพูดในที่ชุมชน แซมซ้อมให้แม่ฟังจนแม่พอใจ การพูดจูงใจให้คติ และการสอนที่ยกตัวอย่างประโยคได้ดีของแซมเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถอธิบายได้ชัดเจน บางคนยิ่งอธิบายคนฟังยิ่งคลุมเครือซึ่งรวมทั้งฉันด้วย และบ่อยครั้งที่แซมชอบเล่านิทานเรื่องขำขัน การเล่านิทานนี่น่าฝึกมาสำหรับการเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เล่านิทานหรือเหตุการณ์อะไรก็ได้ให้คนเข้าใจ จะช่วยให้เราได้ฝึกฝนได้เยอะ ในวันพูดเรื่อง fear mangement มีอยู่หลายตอนและนิทายหลายเรื่องที่เป็นแง่คิด แต่ที่เห็นชัดเจนจากแซมที่สุดคือการสอนให้เชื่อมั่น ซึ่งอาจเป็นเพราะการเชื่อพระเจ้าหรืออิทธิพลของวัฒธรรมในอินเดียก็ได้ และการใช้เทคนิคHow to ของฝรั่ง ทุกคนที่มีการศึกษาในอินเดียจะพูดถึงเรื่องความสำเร็จ และความมุ่งมั่นซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่แซมพยายามสอนพวกเรามากอีกเรื่องคือการดูหนัง การมาเรียนภาษาที่อินเดีย และมาเรียนเช่นฉันนี้เขาก็จะรู้ว่ามีเงินไม่มาก และโดยเฉลี่ยการดูโทรทัศน์เป็นไปได้อยากมาก เนื่องจากอะไรนั้นค่อยพูดต่อไป มีหลายสาเหตุ แซมก็จะมีหนังและเพลงให้ยืมโดยยืมมาจากของแซมที่เก็บไว้ส่วนตัวหรืออะไรก็ตามจะเป็นแผ่น DVD ที่มีหลายเรื่องมาก 3-4 เรื่องมั้งต่อแผ่น และก็แก้นิสัยการอ่าน subtitle ได้ชงัดเพราะไม่มีนะเอย จบลงก่อนในตอนนี้

Thursday, May 22, 2008

เรียนรู้อินเดีย

มีคนไทยหลายคนที่คิดเรื่องอินเดียอยู่ไม่กี่เรื่อง เชื่ออยู่ไม่กี่อย่าง และมองแค่สิ่งที่เห็น แต่ไม่คิดถึงสิ่งที่เป็น อ่านบทควาบทนี้แล้วเห็นด้วยเลยขออนุญาติเผยแพร่เท่าที่ทำได้ ไม่ได้ต้องการเนื้อหา แต่พออ่านแล้วได้คิด เรามีนิทานเรื่องคนหาปลาอยากมีปลากินนาน ๆ ต้องทำอย่างไร คำตอบคือต้องคิดเป็นก่อน และทำได้ตามมาเน้อ

เป็นบทความที่น่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง จาก เรียนรู้อินเดียในศิลปวัฒนธรรม โสภนา ศรีจำปา19/1/2551 สัญจร /
เรื่อง เรียนรู้อินเดีย ศรัทธา–ศิลปะ–วิศวกรรม
ประสบการณ์การเรียนรู้ในอินเดียของดิฉัน ด้านหนึ่งทำให้เห็นวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวเมืองเชนใน หรือในรัฐทมิฬนาดูแล้ว เรื่องนับถือศาสนาเป็นอีกมุมหนึ่งที่ชาวอินเดียมีความผูกพันอยู่กับร่างกาย
ท่านสังเกตไหมว่าหน้าผากของชาวอินเดีย โดยเฉพะผู้ชายจำนวนไม่น้อยจะมีขีดสีขาว 3 เส้นพาดขวางเต็มหน้าผาก มีจุดแต้มสีเหลืองอยู่ตรงกลางบ้าง บางคนก็ขีดสั้นๆ สีขาว บางคนมีขีดสีแดงเส้นเดียวขีดยาวสัก 1 นิ้วครึ่งบางๆ จากระหว่างคิ้วขึ้นไป ส่วนผู้หญิงก็มีจุดแดงกลมแต้มที่หน้าผาก เขาทำเป็นเรื่องปกติ
ทุกเช้าชาวอินเดียตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหาร และบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือพร้อมถวายอาหาร ดัง นั้นเมื่อบูชาแล้วเขาจะแต้มเถ้าหอม หรือผงหอมที่หน้าผาก เสร็จแล้วเตรียมตัวไปทำงาน ไม่เพียงเท่านั้นหากท่านได้เข้าไปกราบไหว้ในวัดแขก จะเห็นบรรยากาศของความศรัทธาของศาสนิกฮินดูไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน
ในขณะที่โบราณสถานของอินเดียมีมากมายที่อลังการ สวยงามเกินความสามารถของมนุษย์ยุคปัจจุ บันที่จะสร้างสรรค์ให้เท่าเทียมได้ซึ่งเกิดจาก “ศรัทธา” ของศาสนิกอย่างแท้จริง แม้จนทุกวันนี้เราก็ยังสัมผัสได้ในความศรัทธาของศาสนาอื่นๆ และพิธีกรรมต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากในอินเดีย
ที่รัฐทมิฬนาดู มีผู้ชายจำนวนมากนุ่งโสร่งทั้งยาวและสั้น ลักษณะพับปลายล่างทบครึ่งมาสอดไว้ที่เอว คล้ายนุ่งกระโปรงสั้น เขานุ่งออกไปนอกบ้านเป็นเรื่องธรรมดา การไม่ใส่รองเท้าก็เป็นเรื่องธรรมดาของเขา ศาสนิกชาวฮินดูถอดรองเท้าเข้าวัดและเดินเท้าเปล่ากันไกลๆ เป็นเรื่องปกติแม้พื้นจะร้อนมากก็ตาม
คนอินเดียมีกุศโลบายที่อยู่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างมีศิลปะ หากท่านผ่านหน้าบ้านของชาวฮินดูที่เชนไน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวหรืออพาร์ตเมนท์ท่านจะเห็นลวดลายศิลปะสีขาวๆ ตกแต่งไว้หน้าประตูบ้าน ทั้งยังเปลี่ยนลวดลายได้ทุกวัน ศิลปะนี้เรียกว่าโกลัม (Kolam) อันกรรมวิธีเดิมทำจากข้าวสารบดเป็นผง แล้วนำมาโรยเป็นลวดลายสวยงามแทนที่จะโยนๆ โปรยๆ ให้สัตว์กินไปตามธรรมชาติ
ที่เมืองเชนไนนั้นสองข้างทางนอกเมืองเป็นทุ่งโล่งๆ คล้ายบ้านเรา ซึ่งเพื่อนบอกว่าที่ดินนอกเมืองเริ่มแพง เพราะนักธุรกิจซื้อไว้ทำโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตามรายทางมีปรากฏให้เห็นอยู่ประปรายบ้างแล้ว
นอกจากนี้สิ่งที่เห็นว่ามีมากตามเส้นทาง คือมหาวิทยาลัยเอกชน ทางด้านวิศวกรรมและการแพทย์หลายแห่งเป็นอาคารใหม่กว้างใหญ่และสวยงาม เพื่อนบอกว่าเป็นของนักการเมือง เพราะเป็นสาขาที่เป็นที่นิยม มีคนเรียนมาก คนที่มีฐานะดีก็สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนได้ ค่าเรียนแพงจึงสามารถจ้างอาจารย์ดีๆ มาสอนได้ แสดงให้เห็นว่ารัฐเตรียมความพร้อม เตรียมคนเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม
ถนนหนทางออกไปนอกเมืองรถเยอะมาก การขับรถในอินเดียหาระเบียบได้ยากทั้งในและนอกเมือง คนอินเดียเองก็บ่นกันเอง คนอินเดียที่เคยมาเมืองไทยก็ชมว่าการจราจรไทยเป็นระเบียบกว่ามาก เพราะของเขาขับอย่างไม่มีกฎเกณฑ์ ปาดไปปาดมา รถบรรทุกหนักๆ วิ่งทางขวาบังรถเล็กที่วิ่งเร็วกว่าอย่างน่าโมโหทีเดียว เราจึงได้ยินเสียงแตรรถดังสนั่นตลอดทาง เราต้องทำใจ อย่าไปหงุดหงิดอารมณ์เสียตาม
ชาวเชนไนใช้รถยนต์คันเล็กๆ ที่ผลิตในประเทศ เพื่อประหยัดน้ำมัน มีสามล้อเครื่องสีเหลือง มีแท็กซี่ที่โทรนัดหมายให้มารับ รถเมล์ในเมืองหน้าตาเก่าๆ ไปคราวนี้ไม่มีโอกาสได้ลองขึ้นรถเมล์เพราะเพื่อนๆ ชาวเชนไนบริการรับส่งตลอด แต่มีโอกาสได้ลองนั่งรถไฟชานเมือง เพราะไปเยี่ยมที่ทำงานเพื่อนท่านผู้ว่าการรถไฟเชนไน
สถานีรถไฟเก่าแก่มาก อาคารที่ทำการเป็นตึกสร้างสมัยอังกฤษซึ่งเป็น landmark ของเมืองทาสีแดงสวยงาม เมื่อเข้าไปสำรวจแต่ละห้องจะเต็มไปด้วยโต๊ะทำงาน และกองเอกสารเต็มไปหมด ความสะอาดนั้นดูจะไม่ได้ใส่ใจกันมากนัก
ใครที่เคยไปเมืองเชนไน นั่งรถไฟสายชานเมืองจะรู้ดีว่าเป็นรถไฟฟ้า มีที่นั่งกว้างประมาณเกือบสองเมตร แล้วก็คิดว่าเมืองไหนๆ ก็คงเหมือนกันหมดที่นั่งกว้างกว่ารถไฟไทยมาก เราผ่านสถานีรถไฟที่กำลังปรับปรุงหลายแห่งใหญ่ๆ และเมืองเชนไนกำลังพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมไอที นั่งรถชมวิวสวยงามและอากาศดี
เมืองเชนไนนั้นนับเป็นเมืองที่ร่ำรวยทางวัฒนธรรมมาก ทำให้เรื่องอื่นๆ ของเมืองเป็นเรื่องเล็กมาก และทว่าไปคนอินเดียก็เหมือนคนชาติอื่นๆ มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกัน ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของแต่ละคนว่าจะพบคนดีมากกว่าหรือคนไม่ดีมากกว่ากัน แต่ต้องไม่เหมารวมว่าคนชาตินั้นชาตินี้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้
หากเราเป็นผู้ให้ก่อน เราจะได้ใจคนเสมอ คนอินเดียเช่นกันจำนวนไม่น้อยที่มีความกตัญญูรู้คุณ มีจิตใจเอื้ออาทร ใจบุญ ตอบแทนคุณ ช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งทำให้สังคมอินเดียยังอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขในท่ามกลางความหลากหลาย ในขณะเดียวกันอินเดียก็พัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ไอที วิศวกรรมอวกาศจนติดอันดับโลกไปแล้ว
ความเป็นอินเดียมีทั้งวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมที่ยังคงอยู่และเข้มแข็ง ในขณะเดียวกันก็พัฒนาเทคโนโลยีให้เจริญก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน แบบไม่เสียสมดุลย์ เราจะหาประเทศที่มีสองลักษณะที่กลมกลืนกันอย่างอินเดียได้ยากแล้วในโลกยุคโลกาภิวัตน์นี้ นี่เป็นเสน่ห์ของอินเดียอย่างแท้จริง
ประเทศไทยเราเหลือวัฒนธรรมที่ดีงามอยู่ไม่มากแล้ว มีแต่ความเปราะบาง ฉาบฉวยในความเป็นคนไทยยุคใหม่รับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาอย่างไม่มีข้อจำกัดและไม่รู้จักเลือกรับ อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ก็รู้สึกว่าน่าเป็นห่วงจริงๆ
ในทัศนะของนักธุรกิจชาวอินเดียด้านไอทีมองเมืองไทย มิได้เป็นคู่ค้า แต่เป็นพียงแค่คนผ่านทางมาเพื่อต่อเครื่องบินไปจับมือกับนักธุรกิจชาวจีน เพราะชาวจีนเปิดตัวเอง กระตือรือร้น หนักเอาเบาสู้ ตลาดก็ใหญ่กว่า ซึ่งเมื่อไหร่คนจีนพัฒนาภาษาอังกฤษได้มากขึ้น โลกทั้งใบจะอยู่ในมือของสองชาติมหาอำนาจนี้ในยุคต่อไป
หากเราไม่ปรับเปลี่ยนทัศนะการค้าขาย การติดต่อกับต่างประเทศแบบเชิงรุกแล้ว เราก็คงอยู่แบบทรงๆ ไปอย่างนี้ อย่าไปหวังเลยว่าเราจะไปแข่งขันอะไรกับใครในโลกใบนี้ เพื่อให้เป็นที่รู้จักหรือยอมรับของต่างชาติได้
ครั้งหนึ่ง ดร. กฤษณพงศ์ กิรติกร อดีตเลขาธิการคณะกรรกมการอุดมศึกษา เคยแสดงทัศนะไว้ว่า ยุคต่อไปจะเป็นยุคที่เรียกว่า CHINDIA (China และ India) ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ หากเราไม่เตรียม พร้อมที่จะเรียนรู้ เพื่อให้รู้จักและเข้าใจประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดียที่มีความซับซ้อนทั้งด้านประวัติศาสตร์ สังคม และความรุ่มรวยทางด้านศาสนา ปรัชญาและวัฒนธรรมแล้วเราจะไม่เข้าใจ
ไม่คิดจะเข้าถึง ปิดประตูเพราะมีความฝังใจที่ผิดๆ ไว้ในสมองแล้ว สุดท้ายประเทศชาติจะเสียประ โยชน์ เพราะถึงแม้ปัจเจกจะปฏิเสธที่จะไม่อยากทำความรู้จัก แต่โลกไร้พรมแดนไม่อาจทำให้ประเทศใดอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป
ทุกประเทศได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านคงจะพิจารณาตัดสินใจได้ว่าควรจะเตรียมตัวเองแบบไหน เพื่อให้เป็นคนที่มีคุณค่าและช่วยประเทศชาติได้เมื่อยามที่ชาติต้อง การ มิฉะนั้นแล้วเราจะขาดแคลนคนที่รู้จักเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในภูมิภาคยามที่ชาติต้องการเหมือนในอดีตที่ผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เคยเตรียมการให้ทันกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกเลย

Tuesday, May 20, 2008

Kolam

ตอนเช้า ๆ ที่เดินผ่านหน้าประตูบ้านของชาวฮินดู จะเห็นการทำความสะอาดชำระล้างหน้าประตูบ้านด้วยน้ำสะอาด จากนั้นก็จะทำการวาดรูปยัญต่างๆ ด้วยปูนขาว หรือ ชล็อค ทุก ๆ วัน ลวดลายต่างกันไม่ค่อยซ้ำ บางบ้านเดี๋ยวนี้วาดรูปดอกไม้ ผีเสี้อ ก็มี ส่วนรูปอุลตาแมน เท่าที่เดินดูยังไม่มี และขออย่าให้มีเลย สอบถามและค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่าเดิม มีการวาดด้วยแป้งข้าวเจ้าบด มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป บ้างว่าเป็นการให้อาหารนกกา ให้ทานสัตว์ทั้งหลายทั้งสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลานจะได้มากินข้าวป่นเป็นอาหาร มากินเมื่อไรก็ได้เพราะเตรียมไว้ให้แล้วตั้งแต่เช้า บ้างว่าป้องกันภูติผีเข้าบ้าน

ลวดลายนี้เรียกว่า โกลัม (Kolam) หรือ คอรัม หรือ รังโกลี การโปรยหรือการวาดลวดลายนี้เท่าที่เห็นเป็นหน้าที่ของเด็กและผู้หญิง






อ่านงานแปลเรื่อง อาหารคือของขวัญเพื่อแบ่งปัน Gift of Food by Vandana Shiva วันทนา ศิวะ เขียน ชำนาญ ยานะ แปล มีตอนหนึ่งเขียนถึงเรื่อง Kalam ว่า "มีภาพภาพหนึ่งที่ติดตาตรึงใจข้าพเจ้าเกี่ยวกับประเทศอินเดีย นั่นคือภาพของโกลัม(kolam) ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ฝีมือสตรีชาวอินเดีย ทำขึ้นเพื่อประดับไว้หน้าบ้าน ในช่วงเทศกาลปองกัล (pongal) อันเป็นเทศกาลเกี่ยวข้าวทางภาคใต้ของอินเดีย ข้าพเจ้าสังเกตเห็นสตรีในท้องถิ่นนั้นตื่นก่อนฟ้าสาง เพื่อประดิษฐ์โกลัมอยู่ภายนอกบ้าน
เหตุผลจริงๆของสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวก็เพื่อแบ่งอาหารให้มด โกลัมเป็นงานศิลป์ที่ผู้เป็นแม่ถ่ายทอดให้ลูกสาว ในเทศกาลปองกัล สตรีทุกคนต่างพากันทำโกลัมของตนอย่างสุดฝีมือเพื่อเป็นการทำบุญ ดังนั้นการให้อาหารมดกับการสร้างสรรค์ศิลปะจึงบรรสานสอดคล้องกัน" ตัวต้นฉบับหน้าอ่านเข้าไปใหญ่ ที่blog เดียวกันนี้
http://cyanac.blogspot.com/2007/06/ant-carrying-wild-lettuce-seed-source.html
อยากให้อ่านบทความฉบับจริงเรื่องนี้สำหรับวิกฤตการอาหาร

Monday, May 19, 2008

mango juice

น้ำมะม่วงปั่น สูตรอินเดีย
ขั้นตอนการทำนำมะม่วงปั่น
1. เลือกมะม่วง สด ๆ พอเหมาะ ปอกอย่างนี้ (to peel)
2. หั่นใส่เครื่องปั่น (to cut )
3. เติมน้ำตาล และน้าแข็ง ให้เพียงพอ นำเล้กน้อย เดี๋ยวใบพัดหมุนไม่ได้ (add some sugar, ice and water)
4. ได้เวลาปั่นแล้ว (time for shake)
5. การรินที่มีลีลาเหมือนชาชัก (to pour slowly)
6.เทขายให้คุณลูกค้า (to you )
7. นี่เลย 6 Rs ต่อแก้ว จ้า (these are mine)





























Friday, May 16, 2008

The king of fruit in India

มะม่วงถูกประกาศว่าเป็นราชาของผลไม้อินเดีย เหมือนที่เมืองไทยประกาศว่ามังคุดเป็นราชินีผลไม้ของเมืองไทย
Mango is the king of fruit in India as same as mangosteen is the queen of fruit in Thailang.
แต่ต้องยอมรับว่าของเขามากจริง ๆ ทั้งสายพันธุ์และปริมาณ ทุก ๆ วันฉันตื่นขึ้มมาในตอนนี้เห็นแต่มะม่วงสด และยังมีน้ำมะม่วงขายอยู่ทั่วไป (ฉันยังไม่เคยลองชิมเลย แต่น้องเขาบอกว่าอร่อยดี) น้ำมะม่วงแบบน้ำผลใม้สเตอไรด์ใส่กล่องแช่เย็นขาย อันนี้อร่อยมาก 13 Rs /200 ml เกรดพรีเมี่ยม และผลิตภัณฑ์ปรุงรสแบบผงมะม่วง ไม่เว้นแม้แต่นำยาล้างจาน
มะม่วงอาจแบ่งออกเป็น 2 จำพวกกว้าง ๆ ขึ้นพวกที่ออกต้นฤดู กับปลายฤดู พวกที่ออกต้นฤดูเช่น Banaganapalli, Rasalu, Jahangir, Mansorabad ปลายฤดูเช่น Dasheri, Totapari, Neelam, Chausa และ Himayat
ชาติมะม่วงแตกต่างกันตามพันธุ์ แต่ชนิด Totapari นี้เปรี้ยวถึงขีดสุด
วิธีการเลือกซื้อมะม่วงที่นี้สำหรับคนไทย ไม่รู้จักพันธ์นั้นเลือกยาก ลอง ๆ ไป แต่มีคำแนะนำจากหนังสือพิมพ์ของ SUNDAY TIME ลองใช้ดูก็ได้
1. Chose mangoes that are firm. A ripe mango will yield to slight pressure when held between your hand.
2. Make sure skin is unbroken and the colour is changing from green to yellow, orange or red.
3. A perfectly ripe mango will have an intense flowery fragrance.
4. Black speackles on the skin are characteristic of this fruit as it rippens, but too many black sport on a ripe mango, may indicated the fruit is overripen or is dammaged on flesh beneath
5. If you have bought unripe mangoes, you can speed the process of ripening by placing them in a bag with a ripe mango. But note that mangoes picked too soon will not ripen evenly even if in a bag.
6. A helpful tip when selecting mangoes no fragrant aroma usally means no flavour
เป็นวิธีที่น่าสนุกดีนะแต่มักทำได้ข้อหลังข้อเดียวฮิฮิ
มะม่วงพันธุ์ต่าง ๆ เท่าที่เห็นอยู่ในร้านสะดวกซื้อ

Thursday, May 15, 2008

English article

ฉบับปืนกระไดเขียน (อ่านดูจะรู้ว่ากระไดอยู่ตรงไหนเป็นระยะระยะนะ)
According to the discovery of Ian Wilmut, he became outstanding of the natural scientist in new world. His work is out of breath the scientist who believed in the fertilization is only one way for life genesis. He was accepted from the scientists and his results lead to auto transplant for the patients who suffer because their kidney out of action. Many patients can not event add in the kidney of sun or daughter. Therefore Ian Wilmut’ s work is hope for them. The long living without physical disorder is, above all else, highest target on account of the live is only thing that people can not buy to the destiny of them.

Dolly’ s technology of Ian Wilmut add up in the group of cloning technology. Dolly’s mother give birth to Dolly after all did not fertilization by the normal processes. Before dolly was born, teams of Dr. Wilmut worked hard again and again in aid of the hypothesis. They realize that the reliability can not be proofed all of a sudden. Whenever the work is all over that is time of happiness along with them.

The best part of Dolly is the symbol of try and the way of success of human. The teams can do although it is opposite to the previous theory which was reasonable for a long time. Every true in this planet was accumulated bit by bit of testimony. Did you ever do your best for something? If you don’t have bed of rose, you should fix your life with ambitions. We are on the same boat as many people and we should accept that success is one in a blue moon. However it is not impossible. I believe that you are on the brain, try to proof it by yourself by and by. As same as the way of Ian Wilmut and his team was show to everybody.

Wednesday, May 14, 2008

Indian Shoes

เรื่องร้านร้องเท้าในอินเดีย (Actor is Ton, Photograper is Levis, Story by Neung)
อันนี้เรื่องจะน้อยต้องใช้ภาพประกอบ และขออนุญาติพ่วงเรื่องอื่นไปด้วยนะ
ฉันกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนภาษาอังกฤษอีก 2 นาย ไปเที่ยว secuderabad กัน ด้วยรถ TUK-TUK อินเดียชาวอินเดีย เขาเรียก ออโต้ หลังจากเราเรียนเสร็จกันในวันเสาร์ ตอนแรกจะไปกันยกห้อง คือ 4 คน แต่บังเอิญเพื่อนชาวอาหรับที่จะไปดูราคาnotebook สักเครื่องจะไปซื้อมอเตอร์ไซด์ใหม่ วันนี้แกเลยตื่นเต้นไปดูมอเตอร์ไซด์ไหม เหลือ 3 คน 2 สหประชาติไปกัน

เราเรียกรถออโต้ หน้าที่เรียน และบอกว่าจะไปคัดที่คิดตามมิเตอร์ เจ้าประคุณเอ๋ย แกพาไปทางยาว 40-50 รูปีได้ ครูบอกเราแล้วว่าถ้าเราอยากไปshopping สินค้า IT อย่างนี้ให้ไปย่านที่ชื่อ CIC อยู่แถวโรงแรม paradise ฉันไม่รู้เรื่องหรอกตรงไหนนะ เพราะมีเพื่ออยู่ก่อนไปด้วยตั้ง 2 นาย และ 2 ก็ใจดีหาของให้ฉันกันก่อน
โดยฉัน จะต้องไปซื้อ wireless adepter มาเพื่อต่อ Notebook ของฉันให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ ไม่เข้าใจเลยวว่าdirver ในเครื่องคงไม่สมบูรณ์ เพราะเครื่องนี้มี wireless ในตัว ฉันเปิดเล่นอยุ่ที่เกษตรศาสตร์เป็นประจำ มานี้ก็มีสัญญาน แต่ connect ไม่ได้ เอาเถอะ สรุปว่า ฉันไปซื้อมา ใช้ใช้มันอยู่ตอนนี้ ราคา 900 Rs ต่อรองลงมาจากพันสอง อย่าเข้าใจผิดนะว่าต่อรองได้ ปกติก็ต่อรองได้น้อยร้านราคาไล่เลี่ยกันทุกร้าน ถามราคาซิมกล้องถ่ายรูปให้นุ้ยด้วยราคาใกล้เคียงกับเมืองไทยเลย

ซื้อเจ้านี้เสร็จเกือบเที่ยง หิวกันจนเกือบกินกันเอง เดินหลงเดินหลง ภายในละแวก IT หาร้านที่ถูกที่สุด

ได้ของ 1 อย่าง อีกอย่างคือ กางเกงสีวายส์ เพื่อนชาวจีนอยากไปซื้อ เพราะมีคนบอกมาว่าลด 50 % บังเอิญไปผิดที่ประสงค์ แต่ก็ดี เพราะที่นี่ก็เป็นสรรพสินค้าใหญ่ เพื่อนชาวจีนหิวแล้ว จะเดินหา KFC ตะแกก็หมดแรง จีนไหหลำของแกซะแล้ว ตังนั้นจึงกินกันในร้านข้างล่าง ก็อะหร่อยจรเข้อย่างฉันนะซิ อาหารมาช้าเพราะหิวกัน เรามาเลยเที่ยงกันแล้ว กินเสร็จเดินดูร้านลีวายส์ในนี้ ปรากฏว่าโปรโมชั่น ไม่ถึง 50 % เพื่อนฉันเข้าไปถามว่ามีที่ไหน เขาก็ให้ข้อมูลดี ข้อดีของคนอินเดียเท่าที่เห็นอารมณ์เสียกับการสื่อสารและให้ข้อมูลน้อยมาก ๆ คนขายร้านนี้บอกว่าให้เดินไป 5นาที เราก็เดินไป ยังร้าน ที่ประกาศไว้หน้าร้านเลย ว่า buy one get one อยู่ในย่าน Abid อะบิด ลองแล้วลองอีกตะแกก็ได้มาหนึ่งตัว และต้องตัดขา เลยเอาไปให้เขาตัดขาเสร็จ ต้องรอประมาณชั่วโมงกว่าถึงจะได้

รอบสุดท้ายเป็นรอบรองเท้ากีฬาของอีก 1 หนุ่ม ซึ่งวนเวียนดูในร้านหลายรอบและไม่ชอบใจ 3 คน นี้เลยบ่ายหน้าไปทางย่านกินเข้าเที่ยงเที่ผ่านมาเพื่อดูรองเท้า แต่ฉันบอกเพื่อนว่าเมื่อกี้ระหว่างทางเห็นร้านรองเท้าร้านหนึ่ง คนอินเดียเต็มเลย ลองรองเท้ากันอยู่เต็มร้าน ไปดูที่นี้ก่อนดีไหม เป็นทางผ่านด้วย เรา 3 เลยเข้าไปแล้วออกไม่ได้ เริ่มจากพนักงานขายเข้ามาถามทันที่และหาที่นั่งให้อย่างเรียบร้อย แหมแอร์ก็เย็นนะนั่ง ชิลชิล เพื่อฉันบอกว่าอยากได้รองเท้ากีฬา แป๊บเดียวเขาขนมาให้ดู 7 คู่ก่อน ใน size ที่บอก และอยากลองอยากใส่บริการให้หมด ถามอีกก็หายไปขนมาให้ดูอีกอย่างไม่อั้น ฉันมองไปยังลูกค้าคนอื่น ๆ เขาก็บริการอย่างเลิศอย่างนี้ทุกคนเลย จ้านายจ๋า

ถาพที่1 กำลังรอ ดูคนอื่น ๆ ไปก่อน (to begin)
ภาพที่ 2 แล้วชุดแรกก็มา(the frist set is coming)
ภาพที่ 3 ลองกันหน่อยนะ ( to selected)
ภาพที่ 4 เอามาอีก เอามาอีก (the other set is still coming)
ภาพที่5 ตั้งใจมากนะ แต่ลองจนเหนื่อย( to concentrated but tried)
ภาพที่ 6 เฮ้อ กล่องของใครหว่า (what are theses?)
ภาพที่ 7 แบบผู้หญิงผู้หญิงบ้าง ( Thank you Levis for this picture)










Tuesday, May 13, 2008

GOODS PRICES

อยากเขียนเรื่องร้านรองเท้าที่ Secuderabad แต่จะต้องรอนิดหนึ่งเพราะดูแล้วภาพเยอะขึ้น ลายตาไปหมดเรื่องร้านรองเท้าได้สัญญากับเด็กหญิงบอมส์ไว้ เล่าให้ฟังแต่อยากให้เห็นภาพด้วย incredible จริง ๆ
เรื่องราคาของก่อนก็แล้วกันนะ ต้องบอกว่าเป็น 13 พ.ค. 2551 เพราะช่วงนี้ Food crisis กำลังแรงหลายคนอยากรู้ โดยจากการเขียนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้วจึงจะไม่บอกซ้ำนะว่าต้องคูณ 0.8 จึงจะเป็นบาท อ้าว ลืมไป
1. น้ำดื่มที่จำหน่ายมี 2 ขาใหญ่ คือแป๊ปซี่ และโคคาโคลา คุ้นไหม นอกนั้นเจ้ายิบย่อยแบบเมืองไทยไม่มี ราคาขาย 1 lite ไม่เท่ากัน แป๊ปซี่ 13 Rs. โคโค ขาใหญ่ 15 Rs. มีขวด 2 lite เท่าที่เจอมีแต่โคคาราคา 20 Rs. และจะมีนำดื่มปลีกมาก ๆ คือใส่ถุงเล็ก ๆ สีขาวใส ขนาดถุงนมเปรี้ยวของสหกรณ์พัทลุง อันนี้ยังไม่เคยลอง เลยไม่รู้ราคา
2. ของในหมวดเครื่องเทศบ้างนะ เอาแบบเกรดดีของ spencer
2.1 Cloves 20 g หรือกานพูลที่อมได้ ปรุงอาหารได้นั้นเอง ซื้อมาอมก็ไม่น่าผิดกติกา 17 Rs
2.2 Karan Phool กระวานมั้ง ที่เป็นรูปดาวเฉก อยากกินพะโลเลย อันนี้ 20 g 9 Rs
2.3 Cinnamon อบเชยไม่ ไม่รู้ จำไม่ได้ 20g 5Rs
3. กาแฟ เหมาะกับพวกกิน coffemix มีหลากหลาย สำหรับกาแฟดำ Nescaff 25 g 3ภ Rs อันนี้แพงกว่าเมืองไทย 45 g 25 บาทเท่านั้น ใครติดก็เอามาดีกว่า
4. ม่าม่า ยำยำก็มีขาย 35 Rs หรือ 25 จำไม่ได้อย่าไปกินเลย ยี่ห้อของจีน ชนิดแยก pack ห่อละ 10 Rs และ 15 Rs เพราะคนละรสกัน แต่ซื้อเป็นpacke 5-6 ก้อนจะถูกกว่าราคาจำไม่ได้ ไม่เคยซื้อ
5. ปลากระป๋องเหมือนเมืองไทยหายาก มีคล้าย ๆ ทูน่าเรียก machi ราคา 49 บาท ฉลากบอกว่า มีโอเมก้าสูงนะ
6. น้ำมะม่วงใส่กล่อง นำผลไม้ที่บ้านเรารสชาติดี 250 ml 13 Rs น้ำฝรั่งเหมือน ๆกัน
7. ขนมปัง 12-20Rs หลายยี่ห้อ และหลายขนาด ต่าง ๆ กัน แครกเกอร์ 3 Rs เล็กสุด กินได้ อร่อย
8. น้ำมันครึ่งกิโล 69-80 Rs มีนำมันมะกอกด้วยหากอยากได้
9. mentos stick 5 Rs อันนี้ลอกมาจากแป๊ะ เพราะไม่เคยซื้อกินเห็นบิลแป๊ะตั้ง ๆ ไว้เก็บมาดูซะก่อน
10. โยเกริต์บ้าง 13 Rs-15 Rs ตามขนาด เนสเล่สทำขาย แนะนำให้กิดรสสตอร์เบอรรี่นะสำหรับพวกไม่เปรี้ยว เพราะรสธรรมชาติที่เห็นในรูปนี้ เปรี้ยวสุดยอด ๆๆๆๆ
11. หมวดเนื้อ นี่แพงหน่อย ไก่ 102 Rs, Mutton 120 Rs. Bird meat 94 Rs
12. ไข่ ที่นี่กินไข่เปลือกขาวกัน สำหรับฉันแล้วดูลูกเล็กจนหน้าใจหาย กว่าแบบน้ำตาลบ้านเรา ซื้อร้านปลีกก็ราคาลูกละ 2 Rs ซื้อร้านติดแอร์ก็ โหลละ ประมาณ 26 บาท
13. ผัก ถูกทุกชนิด หยิบใส่ ๆ มาเขาชั่งคิดราคาตามนั้นแหละ ไม่แพง แต่อย่าซื้อมากหากไม่มีตู้เย็น อากาศร้อน แม้แต่แครอทสดได้วันเดียวฝุบเลย ตามร้านค้าปลีกต้องเอาน้ำมาพรมอยู่เป็นระยะ
14. ช่วงนี้เป็นช่วงมะม่วง เจ้าประคุณเอ้ย เต็มไปด้วยมะม่วงหลายพันธุ์มาก ราคา 10-36 Rs ตามพันธุ์ตามที่ขาย มะม่วงอินเดียเท่าที่กินยังไม่เจอแบบหวานสนิท จะเป็นแบบหวานอมเปรี้ยวถูกใจข้าพเจ้าหลาย แต่อาจไม่ถูกเทสพี่ ๆ น้อง ๆ ไทย
15. กล้วยหอม มีหอมทองและหอมเขียว ซื้อข้างนอก 12 ลูก 20 Rs ต้องซื้อเขาวันจันทน์นะเพราะซเห็นของมาส่งวันจันทร์ ซื้อวันหลัง ๆ จะเสียก่อนที่จะมีความสมารถกินหมด แต่ข้อนี้ยกเว้นข้าพเจ้าไปได้เลย ความพยายามในยุค food crisis ต้องยกให้ฉัน
คงพอก่อนนะพวกของสด ๆ และของยังชีพ เหลือ incredible อาหารอีกหลายเรื่อง
อ้อเกือบลืม ตาชั่งที่นี้ จะเห็นว่าเป็นแบบพ่อค้ามะม่วงใช้ที่เห็นในรูปนั้นแหละ เพราะฉะนั้นต้องซื้อเป็นกิโลเพราะเขามีตุ้มนำหนักเป็น1 กิโล 2 กิโล อยากได้ 3 ลูกแล้วให้เขาคิดเงินไม่ได้ ส่วนร้านขายผักมีตาชั่งแบบทศนิยม 4 ตำแหน่งแบบติจิทอลเลย
15.0 ต่อ ผลไม่พวก แอปเปิ้ล สาลี อะไรนี้อย่าไปกินเลย แพง ตอนนี้องุ่นเริ่มมาแล้ว พร้อมด้วยละมุด แตงโม ยืนยาวมาจากหน้าร้อน กิโลละ 9 Rs



Monday, May 12, 2008

Many kind of fruit and food at HYD

This is happy land for eating and comunication
1)Abundances both verities and quantity of mangoes
2) Coconut juice; happy place for pedestrian
3) Tea point



























If you have change to visit Hyderabad or other city of India, you must miss a choice of mangoes







My first Article at RISE

My school that I study it was called RISE sproken English private school
This is the located of RISE sproken, I is very nice and my teacher's name is Mr. Sam. Please, you should call him just Sam, not uncle Sam.
The second day I wrote this article that make from the vocabvolary which my teacher assign.


my article is
Our friendship commenced at RISE Spoken English private school. We are the real international class because it consists of the people who come from Chinese Thailand and Saud Arabia. Especially our Indian teacher who can speak both of beautiful English, Hindu, and sometimes he sings Arab songs. In the near time, if he continues to collected Chinese vocabulary, he will be a complete language teacher. At the time which coming, we should clap a big hand to him.

As the first time that I joined in the class, my worry collapsed, although I sat up close to the new friend. He is a friend who can clarify the confused thing to clear and clean. Whenever he could not explain by himself, he doesn’t hesitate to cling to his talking dictionary to confirm the answer. Every time that I communicate with him, I fill comforted. However, he has more experience than me, he never before commands me to do anything.

The next friend, he has a dream to climb up The Everest Mountain. He concentrates to study computer science in Hyderabad. Always, he has a good comment and prefers to share the commitment about the public policy with open mind. I consider that he will grow up and click to the development of the new world.

The last but not least, my best friend who can conduct me about everything and he was the first guy that I could contact at the first time in Hyderabad. He has a good-looking hair style because he combs his hair by Thai comb which combines ancient wisdom and NaNo technology together. By the way, my English class coincides with him so we go to the class at the same time everyday. Last Monday, on the way to class room, we had seen the truck collide with the motorcycle. On the road, it contained the people who only congregated to watch an accident without taking any action. I am concern about the wound of motorcycle driver it had risk of contaminating with germs. I companied about that dangerous situation, but he consulted me to climb down and try to conceal my anger. However, I believed him after that I realized his idea is corrected. I can not speak Hindi or even English so I can not help anyone. Now, I hope to graduate in speaking English class at RISE with fluent skills to communication world wild because I have both good classmates and excellent teacher.

bye see you soon

Addvertisment in Newspaper

AD แปลก ที่ พบได้ในหนังสือพิมพ์












เป็นอย่างไรบ้างตรงสเป๊กกันบ้างไหม อุปสงค์กับอุปทางตรงกันไหม
และก็โฆษณาขายทอง รวมถึงความเท่ห์ของดาราอินเดีย

Saturday, May 10, 2008

Air India and Indian

โอโอ้ นานอยู่เหมือนกัน เมื่อนึกว่าจะเขียน ตั้งแต่ แรก แต่ก็มีปัญหากับ computer ในการเชื่อมต่อกับสัญญาณในบ้านพักนิดหน่อย จึงต้องไปหาอุปกรณ์มาเพิ่มเติม การเขียนและไปส่งร้าน net ก็กลัวเสี่ยงไวรัสเป็นอย่างยิ่ง เลยไม่ได้ post เรื่องตามที่คิด
การเรียนของฉันเริ่มต้นทันที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนฉันมาถึงเสียอีก หลังจากที่เจอเคาท์เตอร์ของแอร์อินเดีย มีสุภาพสตรีในชุดส่าหรี่ เดินเข้ามาหาฉัน,นุ้ย และน้องปาหนัน และถามเราด้วยภาษาอังกฤษที่ดีมาก เพื่อฝากของ พวกเราชั่วโมงบินน้อย ต้องขอบคุณน้องที่เป็นเจ้าหน้าที่แอร์อินเดียที่ช่วยเหลือและหวังดีกับฉันเป็นอย่างมาก เพราะหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับของที่เขาฝากไปในชื่อฉัน ฉันคงอวสานนะนายจ๋า โทษของอินเดียที่นี้คือการแขวนคอ
หมดภาระไปได้ ตรงไป gate F2a อยู่ไกลแสนไกลที่สุด ตอนที่ฉันไปยังไม่มีใครเข้ามาด้วย เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่มา ฉันเลย นั่งเล่น และได้รับสิทธิพิเศษที่เจ้าหน้าที่ซึ่งมาหลังฉันเดินมาเก็บเอกสาร ถึงที่ คิดดู VIP







อินเดียแอร์ไลน์ ก็นั่งสะบายดี แอร์และพัดลมก็หน้าตาดี เคยอ่านบางบล๊อกที่บอกว่าแอร์หน้าตาประดุจแม่แอร์นั้น ยังไม่เห็นในเที่ยวนี้ แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าฉันนั่งชั้นประหยัดเลยไม่ค่อยมีแอร์มาบริการส่วนใหญ่เป็นพัดลมมากกว่าที่มาบริการ สาว ๆ ที่สนใจใช้บริการแอร์อินเดีย ขอบอกว่าคุ้ม อาหารที่เสริฟ์ก็ดี และมีให้กินได้มื้อใหญ่ถึง 2 รอบนะ หากกินไหว เพราะเครื่องบินจะบินมารับผู้โดยสาร Domestic ของอินเดียจากนาปรูไป HYD ด้วย การเสริฟอาหารหลักก็จะเสริฟก่อนถึงนาปูร์ และหลังจากออกจากนาปูร์มา HYD ฉันเห็นหน้าตาแล้วก็อยากลอง แต่อิ่มจนไม่ไหวเลย นี่ขนาดขนมและของกินที่เก็บไส่กระเป๋าได้เก็บมาแล้วนะ ยังต้องทำตาละห้อย

จาก นาปรู ฉันก็นั่งดูเครื่องบินที่อยู่ลำตรงข้ามเล่น เพราะจอด 45 นาที ช่วงนี้ก่อนผู้โดยสารใหม่จะขึ้น ทีมทำความสะอาดเก็บกวาดกันก่อน

เครื่องบินบินจากนาปูร์ถึง HYD อีกไม่นาน ชั่วเวลาอาหารที่เพิ่งเสริฟ หมดพอดี ด้วยความรีบเข้าห้องน้ำและกลัวน้อง ๆ ที่รอรับจะรอนาน และยังไม่ถ่ายรูป แต่ห้องนำสะอาดมาก ด้วยความที่ฉันเข้านาน มัวแต่แอบนับเงินอยู่ด้วย ป้าหน้าห้องน้ำ เลยไถเงินฉันทันที่เป็นค่าเข้าห้องน้ำ โอ โอ มันไม่มีป้ายหรืออะไรระบุไว้เลยนี่หน่า ฉันไม่มีเงินรูปีสักบาท จะจ่ายดอลลาร์แกก็ดูจะบ้าไปหน่อย ล้วงไปในกระเป๋ากางเกงมีเหรียญ 5 และเหรียญบาท ตัดใจให้เหรียญ 5 แกไปก้แล้วกัน เพราะราคามาตราฐานห้องนำไทย 3 บาท แต่ของแกสะอาด กว่าจ่ายไป 5 บาทนะป้านะ บาย บาย อีก 2 เดือนค่อยเจอกันใหม่

ประสบการ์กับตรวจคนเข้าเมืองที่นี้ก็ใช่ย่อยนะ แต่ค่อยเล่าแล้วกัน
เดินออกมาแลกตังส์ดอลลาร์เป็นอินเดีย และเขียนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้ว
จบด้วยแบงค์อินเดียเป็นปึก ๆ ใบละ 500 Rs จำนวน 2 หมื่นกว่า Rs คิดดู

Monday, May 5, 2008

My journey to Hyderabad

03 May 08 เป็นกำหนดเดินทางของฉัน ในtrip นี้ ก่อนเดินทางฉันก็ประสาทกินอีกนิดหน่อยเพราะไม่สามารถ check ในonline ถือรายละเอียดการจองตั๋วจาก coding ที่ให้มาได้ ตัดสินใจโทรถามบริษัทที่จองอีกหน และกำลังอยู่ในระหว่างรอคำตอบ

แรกเริ่มฉันรอรถจากสายใต้ 566 เพื่อไปสุวรรณภูมิ ปรากฏว่าเปลี่ยนใจเมื่อรอจน 45 นาที และเริ่มรู้สึกเห็นใจน้องที่ตั้งใจจะไปส่ง ดูท่าว่าเราไป Taxi น่าจะดีกันมากกว่า นั่งม้วนเดียวจากฝั่งตรงข้ามสายได้ตรงมาสุวรรณภูมิแบบไม่ขึ้นทางด่วน และรถก็ไม่ติดเสียด้วย รวมค่าโดยสาร 220 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่านิด ๆ น่าจะได้ ดูเวลาแล้วก่อนเที่ยงเล็กน้อยและเที่ยวบินยังไม่ถึงเวลา operate ชะรอยหาอะไรรองท้องกันดีกว่า แวบเรียกตั้งใจไปฝากกระเป๋าเป้เสียก่อน เพราะนุ้ยเป็นคนแบก ท่าจะหนักเอาการ จุดฝากของที่คนไทยต้องตะลึง ค่าฝากต่อหนึ่งใบเริ่มต้นที่ 100 บาทได้ 4 ชั่วโมงหลังจากนั้นจะคิดราคาอัตราก้าวหน้าตามเวลาที่ฝาก โอแม้เจ้า !!!!

แล้วพวกเราก็นั่งอยู่ในร้านอาหารชั้น ล่างของสนามบินสุวรรณภูมิ ชื่อร้าน Caffe Nero
อยู่ถัดจากร้าน เอส เอน พี ต่อจากร้านสตาร์บัท ไปอีกนิด ร้านมีไอติม อาหารข้าว บะหมี่เป็ด หมูต่าง ๆ และกาแฟแบคเคนยอนขาย เมนูข้าวจานเดียวจนถึงข้าวผัดอเมริกันอยู่ที่ราคา 85-120 บาท ส่วนบะหมี่จัดว่าแพงที่ราคาร้อยกว่าบาทขึ้นไป กระเพราะกุ้งไข่ดาว และข้าวผัดหมู เป็นจานที่เราเลือกกัน เครื่องดื่มก็น้ำเปล่าแต่ไหน ๆ จะไฮโซแล้วก็เป็นน้ำแร่ออรา เพราะร้านเขาเสริฟน้ำแร่ จัดการธุระเสร็จ แวะสตาร์บัคสักหน่อยเพราะกลัวว่าจะยังต้องนั่งแกร่วข้างบนรอจุด check inเปิด ชิมแอกแพรสโซ่ลาเต้อีกหนึ่งแก้ว ราคาที่ 100 บาท และลองเค้กสตอร์เบอร์รี่มาลองชิมกันอีกหนึ่งชิ้น ว้ามานึกตอนนี้ลืมถ่ายรูปไว้เลย
13.00 น. แล้ว รีบตรงดิ่งไปติดต่อ check in ทันที่
สนามบินสุวรรณภูมิ
แลกเงินไทยเป็นUS 32 B/1USD
13,984 บาท ได้มา 437 USD จ้า


สนามบินHYD
อัตราเงินซื้อขายแลกเปลี่ยน USD/Rupee
ซื้อ 38.11 ขาย 42.96
700 USD ได้มา 26,677 Rupee เต็ม เป๋าเลย
มีธนบัตร 500 Rupee, 100 Rupee, 50 Rupee, 10 Rupee
มีเหรียญ 5 Rupee, 1 Rupee

ดังนั้นสิ้นสุดการแลกเปลี่ยนของฉันสรุปว่า (อัตรา ณ. 3 พ.ค. 51)
1 บาท= 1.2293 Rupee หรือ 0.8134 Rupee=1 บาท